วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โรคต่าง ๆ ที่กำลังเป็นโรคยอดฮิต

ตอนนี้มีโรคต่าง ๆ มากมาย
ในปัจจุบันนั้น แบ่งแยกโรคต่าง ๆ ได้ตามอาการได้ดังนี้

1.โรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย
เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ความจำเสื่อม
โรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ เหน็บชา โลหิตจาง
อ่อนเพลีย ไมเกรน อัมพฤต อัมพาต
โรคกระเพาะ โรคลำไส้ วัยทอง อาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ประจำเดือนมาไม่ปกติ โรคเสื่อมสมรรถภาพ

2.โรคที่เกิดจาก การมีสารพิษตกค้างในร่างกาย
เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ หอบหืด ไขข้ออักเสบ โรคตับแข็ง
ไตวาย ปอดอักเสบ ทอลซิล ริดสีดวงทวาร
ไทรอยด์ รูมาติซั่ม นิ่ว
โรคผิวหนัง สะเก็ดเงิน กลาก เกลื้อน ลมพิษ สิว ฝ้า

3.โรคที่เกิดจาก การได้รับเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา
เช่น โรคภูมิค้มกันบกพร่อง โรคภูมิแพ้ตัวเอง ไข้เลือดออก
ไขหวัดใหญ่ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ งูสวัด กามโรค
ไข้หวัดนก โรคซาร์ มาลาเรีย ท้องร่วง

โรคทั้งสามที่กล่าวมานั้นเป็นโรคที่ต้องใช้ระยะเวลาและเงินทองจำนวนมากในการรักษา
และเมื่อรักษาไปแล้วก็รักษาไม่หายด้วย ซึ่งในที่สุดก็ต้องเสียชีวิตลง

สมุนไพรคาวาริและคาวาริโกลด์ช่วยท่านได้ เพราะมีผลการวิจัยในหลายประเทศว่า
มีส่วนประกอบสำคัญในการบำรุงร่างกายให้ สุขภาพแข็งแรง ช่วยป้องกันและบรรเทาได้ทุกโรค
โดยเฉพาะผลงานการวิจัยผู้ป่วยโรคมะเร็ง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง(HIV.)
ซึ่งมีผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงดีขึ้น
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติ

อีกทั้งสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฯ
ได้เผยแพร่สรรพคุณของสมุนไพรคาวตองจนเป็นที่ยอมรับ
และเป็นที่ต้องการของผู้ที่รักสุขภาพ
อยากมีร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และหายป่วยจากโรคต่างๆ
ทำให้เกิดกระแสการบริโภคคาวตองขึ้นอย่างรวดเร็ว
จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์แห่งประเทศไทยอย่างแท้จริง

ผักคาวตอง หรือพลูคาว ต้านมะเร็ง

ผักสมุนไพรที่มีสารต่อต้านมะเร็งนี้

มีชื่อว่า " คาวตอง" (Houttuyniardata Thund) เป็นพืชสมุนไพรที่มีอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู แต่มีลักษณะแตกต่างกันที่ใต้ใบจะมีสีแดงตั้งแต่อ่อน ๆ ไปจนถึงแดงเข้ม
เมื่อนำมาใส่มือขยี้เบาเบา จะมีกลิ่นเหมือน กลิ่นคาวปลาออกมารุนแรงมาก

ประโยชน์ของคาวตองหรือพลูคาว ที่เป็นส่วนผสมในสมุนไพรสกัดเข้มข้น คาวาริ และ คาวาริโกลด์นั้นใช้ในการบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้
• เบาหวาน
• วิงเวียนศีรษะ โรคลม ช่วยบำรุงเลือด
• โรคไมเกรน ปวดศรีษะ
• ความดันโลหิตสูง, ต่ำ
• เส้นโลหิตตีบ, ตัน
• โรคกระเพาะ, ลำไส้ไม่ปกติ, ระบบขับถ่ายมีปัญหา
• โรคเก๊าต์ ปวดตามกระดูกตามข้อต่าง ๆ
• ริดสีดวงทวาร ประจำเดือนไม่ปกติ
• อาการวัยทองทั้งหญิงทั้งชาย
• โรคภูมิแพ้, ภูมิคุ้มกันบกพร่อง



เมื่อนำมาสกัดเป็นส่วนผสมในสมุนไพรคาวาริ และคาวาริโกลด์ และได้ทดลองกับผู้ป้วย
โรคมะเร็ง 5 ชนิด มาเป็นเวลานาน แล้วพบว่า
1. มะเร็งปอด
2. มะเร็งต่อมไทรอยด์
3. มะเร็งปากมดลูก
4. เนื้องอกบริเวณสมอง
5. เนื้องอก Soft Tissuesarcoma


หลังจากที่ใช้บำรุงร่างกายควบคู่กับการรักษาจากแพทย์โดยการฉายรังสีและการรักษาทางคีโม
ผลการวิจัยปรากฏว่า
สามารถทำให้ผู้ป่วยมะเร็งหายจากโรคร้ายนี้ได้รวดเร็วกว่าการรักษา แบบปกติ

และจากการทำวิจัยนี้ ได้พบว่าสีแดงใต้ใบของคาวตองเป็นสารเฮลตีแบคทีเรีย
ซึ่งมีจุลินทรีย์ และแลคโตบาซิลัสสายพันธุ์หนึ่ง ที่ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์ ให้ทำงานดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและต้านทานเนื้องอก (Anti - Tumor) พร้อม ๆ กับช่วยขับพิษที่เป็นสารก่อมะเร็งออกจากร่างกาย

ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า คาวาริ และคาวาริโกลด์ นั้น สามารถยับยั้งและต้านทานมะเร็งได้
เป็นอย่างดี

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ขมิ้นชันช่วยรักษาอาการอักเสบหัวใจให้ดีขึ้น

สารเคอร์คูมินช่วยให้การอักเสบที่หัวใจดีขึ้นในหนูที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
การศึกษาในหนูแรทที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ
ด้วยการฉีด myosin 0.1 มล. เข้าที่รองอุ้งเท้า (footpad) ของหนู จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์
แบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารเคอร์คูมินจากขมิ้นชัน ขนาด 50 มก./กก./วัน และกลุ่มที่ 2 ได้รับสาร 1% gum Arabic ขนาดเท่ากัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารเคอร์คูมิน สามารถลดอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักหัวใจต่อน้ำหนักตัว
ลดจำนวนเซลล์ และพื้นที่ที่ทำให้เกิดการอักเสบ รวมทั้งลดระดับของโปรตีน (interleukin-1-beta, tumor necrosis factor-alpha, nuclear factor kappa Bp65 และ GATA-4) ที่ทำให้เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ 1% gum Arabic

จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่า สารเคอร์คูมินจากขมิ้นชันมีฤทธิ์ที่ป้องกันการอักเสบหัวใจในหนู ที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ โดยมีผลลดระดับโปรตีน(interleukin-1-beta, tumor necrosis factor-alpha, nuclear factor kappa Bp65 และ GATA-4) ที่ทำให้เกิดการอักเสบได้

ข้อมูลจาก 
หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



 รศ.ดร.สมชาย ปิ่นละออ อาจารย์ประจำภาควิชาปรสิตวิทยา ในฐานะผู้วิจัยจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ซึ่งนำ "เคอร์คูมิน" สารสกัดบริสุทธิ์จากขมิ้นชัน มาทำการศึกษาวิจัย เรื่อง "ผลของเคอร์คูมินต่อการสร้างหลอดเลือดในโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่สัมพันธ์กับโรคพยาธิใบไม้ตับในสัตว์ทดลอง" ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์วิจัยพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี คณะแพทยศาสตร์ มข.
 "เราพบว่าหนูทดลองที่กินอาหารผสมเคอร์คูมิน สามารถชะลอการเกิดมะเร็ง  จำนวนหนูตายลดลง และขนาดของก้อนมะเร็งก็ลดลงได้ ขณะเดียวกัน ผลจากหลอดหลองพบว่า เคอร์คูมินมีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีเพาะเลี้ยงจากมนุษย์ได้ด้วย" รศ.ดร.สมชาย กล่าว
     ทั้งนี้ ในกระบวนการทดลองยังพบว่า สารเคอร์คูมินในขมิ้นชัน มีคุณสมบัติไม่ละลายในน้ำ ดังนั้นการดูดซึมจึงไม่ดีพอ รวมทั้งไม่สามารถคงตัวอยู่ได้นานในกระแสเลือด รศ.ดร.สมชาย จึงได้ร่วมมือกับนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  พัฒนาให้เป็น "นาโนเคอร์คูมิน" เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัย หากได้ผลการทดลองที่ดีในอนาคตจะพัฒนานำมาใช้ในมนุษย์ต่อไป
     อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักวิจัยจะค้นพบสารเคอร์คูมิน ที่ช่วยยับยั้งโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้ แต่สิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้นั้น คือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกันตนเอง ไม่รับประทานอาหารแบบสุกๆ ดิบ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคพยาธิใบไม้ตับ...ต้นต่อที่จะเสี่ยงเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งท่อน้ำดี นั้นเอง

ข้อมูลจาก 
http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/39094

รายงานการวิจัยสารสกัดกระชายดำ

สารสกัดจากกระชายดำปกป้องหัวใจ
การศึกษาผลของสารสกัดจากกระชายดำ
ที่สกัดด้วยเอทานอลต่อการทำงานของหลอดเลือดแดงใหญ่และหัวใจหนูแรท
ที่แยกจากตัวสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดจากกระชายดำ ขนาด 10-6-10-3 มคก./มล.
ทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่ขยายตัว โดยการคลายตัวของหลอดเลือดเปลี่ยนแปลงตามความเข้มข้นของสารสกัดที่เพิ่มขึ้น การศึกษากลไกของสารสกัดจากกระชายดำต่อการขยายตัวของหลอดเลือดแดง พบว่า สารสกัดจากกระชายดำออกฤทธิ์ต่อเซลล์เอนโดทีเลียม (endothelium) โดยกระตุ้นการทำงานของ guanylate cyclase และ nitric oxide syntase (NOS) แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ cyclooxygenase (COX) ซึ่งเอนไซม์ทั้ง 3 ชนิดนี้มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด
สารสกัดจากกระชายดำยังออกฤทธิ์ต่อเซลล์กล้ามเนื่อเรียบโดยตรง
โดยยับยั้งการไหลเข้าของแคลเซียมไอออนเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อเรียบ
ซึ่งส่งผลให้หลอดเหลือดขยายตัวตามมา
นอกจากนี้สารสกัดจากกระชายดำยังลดอนุมูลอิสระอีกด้วย
ส่วนการศึกษาในหัวใจของหนูแรทที่แยกจากตัวสัตว์ทดลองให้มีการขาดเลือดหรือสารละลายไปเลี้ยง โดยทำให้หัวใจขาดสารละลาย Kerbs-Henseleit ไปเลี้ยง 20 นาที แล้วให้สารละลายกลับไปเลี้ยงหัวใจ (reperfusion) 30 นาที พบว่าความดันไดแอสโตลิกสุดท้ายของหัวใจห้องล่างซ้าย (LVEDP)
ของหัวใจที่มีการขาดเลือด มีค่าเพิ่มขึ้น แสดงถึง preload หรือปริมาณเลือดที่คั่งค้างอยู่ในหัวใจห้องล่างซ้ายเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงความดันต่อเวลาของหัวใจห้องล่างซ้าย (dP/dt) มีค่าลดลง แสดงถึงแรงในการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายลดลง ขณะที่ในหัวใจของหนูแรทที่มีการขาดเลือดและได้รับสารสกัดจากกระชายดำ ขนาด 100 ไมโครกรัม/มล. มีการทำงานดีขึ้น โดยมีค่า LVEDP ลดลง และค่า dP/dt เพิ่มขึ้น สรุปได้ว่า สารสกัดจากกระชายดำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ขยายหลอดเลือด และทำให้การทำงานของหัวใจหนูแรทดีขึ้น

ข้อมูลจาก 
หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ซึ่งสารสกัดกระชายดำเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มสมุนไพรคาวาริ
และอาหารเสริมสมรรถภาพท่านชาย Gold Number 9

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

การรับประทานพิซซ่าเป็นประจำสามารถป้องกันมะเร็งได้


ดร.ซิลวาโน กัลลัส และคณะวิจัยจากสถาบันวิจัยเภสัชกรรมมาริโอ เนกรี ในมิลาน ประเทศอิตาลี อ้างว่า การรับประทานพิซซ่าเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในหลอดอาหารลงได้ 59 เปอร์เซ็นต์ ลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งในลำไส้ได้ 26 เปอร์เซ็นต์ และลดความเสี่ยงมะเร็งในปากได้ 34 เปอร์เซ็นต์
คณะวิจัยเชื่อว่าส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้พิซซ่าป้องกันมะเร็งได้ก็คือไลโคฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ผักและผลไม้มีสีส้มหรือแดง ทั้งยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งพบมากในมะเขือเทศและช่วยป้องกันมะเร็งในเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ คณะวิจัยได้สัมภาษณ์ผู้ป่วย 3,300 คนที่เริ่มมีอาการมะเร็งในปาก มะเร็งในหลอดอาหาร มะเร็งในลำคอ หรือมะเร็งในลำไส้ เกี่ยวกับการรับประทานอาหารในแต่ละวัน และความถี่ในการรับประทานพิซซ่า โดยในขณะเดียวกันก็สัมภาษณ์ผู้ที่ไม่มีอาการของมะเร็ง 5,000 คนด้วย และพบว่า ผู้ที่รับประทานพิซซ่าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งจะมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่รับประทานเลย
ดร. กัลลัส ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า คณะวิจัยของเขาทราบดีว่าซอสมะเขือเทศสามารถป้องกันการเกิดเนื้อร้ายได้ และถึงแม้ผลการศึกษาของเราจะชี้ว่าการรับประทานพิซซ่าเป็นประจำสามารถป้องกันมะเร็งได้ แต่เราก็ไม่ได้ระบุหรือคาดหวังให้ทุกคนบริโภคแต่พิซซ่า เพราะอาหารอย่างอื่นก็สามารถป้องกันมะเร็งได้เช่นกัน
นอกจากนี้ คาร์โล ลา เวชชีอา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดในมิลาน
ก็กล่าวว่า ผู้ที่ชอบบริโภคพิซซ่าไม่ควรรีบตื่นเต้นดีใจไปกับผลการศึกษา
และหันมารับประทานแต่พิซซ่าเนื่องจากในตอนนี้ยังไม่มีสิ่งใดที่จะยืนยันว่าผลการศึกษานี้เป็นจริง

และอันที่จริงแล้วอาหารที่ชาวอิตาลีรับประทานส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก
ผักและผลไม้ต่างๆ และยังเป็นอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ไม่ใช่อาหารแช่แข็ง หรืออาหารขยะ ยิ่งไปกว่านั้น พิซซ่าของชาวอิตาลีก็เป็นพิซซ่าที่ทำกันในครัวเรือน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีประโยชน์กว่าพิซซ่าตามร้านอาหารฟาสต์ฟูดต่างๆ 

ประกาศจากองค์การอนามัยโลก


ประกาศจากองค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับโรคเรื้อรัง 
เกี่ยวกับโรคเรื้อรัง อย่างเช่น มะเร็ง โรคปอด โรคหัวใจ และเบาหวาน
ว่าปัจจุบันมีสัดส่วนจำนวนของผู้ป่วยเข้าขั้นเป็นโรคระบาดแล้ว
และทำให้มีอัตราผู้เสียชีวิตมากกว่าโรคอื่นๆ รวมกันเสียอีก
ซึ่งในปี 2008 โรคที่ได้กล่าวมา ทำให้คน 57 ล้านต้องเสียชีวิต
ในจำนวนนี้ 2.8 ล้านคนตายเพราะโรคอ้วน
2.5 ล้านคน ตายเพราะดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
และอีกร้อยละ 80 เกิดขึ้นในประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่ำถึงปานกลางอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังชี้ถึงสิ่งที่สมควรทำสิบประการในการรักษาสุขภาพ
ได้แก่ อาหารที่รับประทานต้องมีพลังงานเพียงพอ และมีสารอาหารเพียงพอ ปริมาณพลังงานที่ได้รับไม่ควรเกินค่าที่กำหนด 
และรับประทานอาหารที่หลากหลายให้ครบห้าหมู่โดยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันอิ่มตัว [Saturated fat],Tranfatty acid
น้ำตาล  
ลดเกลือในอาหาร และสุรา 

รวมถึงการไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และช่วยกันแบนโฆษณาบุหรี่ และในผู้ที่สูงอายุมากกว่า 50 ปีควรจะได้รับวิตามิน B12 เสริม หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรจะเสริมอาหารที่มีธาตุเหล็ก และอาหารที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก 
หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรจะเสริมอาหารที่มีกรดโฟลิก ผู้สูงอายุที่มีผิวคล้ำหรือไม่ถูกแดดควรจะได้วิตามินดีเสริม 
ส่วนในกลุ่มคนอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินไป มีคำแนะนำดังนี้

การควบคุมน้ำหนักจะต้องรับประทานอาหารให้พลังงานที่ได้รับและใช้ไปเกิดความสมดุล 
การลดน้ำหนักจะต้องค่อยลดพลังงานที่ได้รับจากอาหารโดยที่ไม่ขาดสารอาหาร และเพิ่มการออกกำลังกาย 
สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกินจะต้องปรึกษาแพทย์ดูแล ก่อนการจำกัดอาหาร 
สำหรับคนท้องต้องควบคุมน้ำหนักอย่าให้เกิน 
สำหรับคนทั่วไปที่มีโรคจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการควบคุมอาหาร 
การจัดการเรื่องน้ำหนัก

การออกกำลังกาย 
ส่งเสริมให้มีกิจกรรมให้มาก อย่านั่งๆนอนๆจะทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และการควบคุมน้ำหนักดีขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ ส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ใช้พลังงานปานกลาง มากกว่าปกติวันละ 30 นาทีทุกวันไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือที่บ้าน
เด็กและวัยรุ่นให้ออกกำลังกายวันละ 60 นาทีทุกวัน 
ในคนท้องที่ไม่มีข้อห้ามในการออกกำลังกายให้ออกกำลังปานกลางวันละ 30นาทีทุกวัน
แต่ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่จะเกิดอันตรายต่อการตั้งครรภ์ 

ผู้สูงอายุต้องมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอัตราการเสื่อมของอวัยวะ ต่าง ๆ ภายในร่างกาย
คำแนะนำในเรื่องชนิดของอาหาร 
รับประทานผักและผลไม้ให้มากโดยรับประทานน้ำผลไม้วันละ 2 แก้ว ผักวันละ 2 ถ้วย 
ให้มีการรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา 
ให้รับประทานธัญพืชวันละกำมือ เช่นถั่วต่าง เม็ดทานตะวัน เม็ดแตงโม 
ให้รับประทานนมพร่องมันเนยหรือผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนยวันละ 3 ถ้วย 
คำแนะนำอาหารสำหรับเด็ก
เด็กและวัยรุ่นต้องรับประทานธัญพืชบ่อยๆ
เด็กอายุ 2-8ขวบควรจะดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 2 แก้ว
เด็กมากกว่า 9 ขวบควรดื่ม 3 แก้ว

กลุ่มอาหาร

เลือกรับประทานผักและผลไม้อย่างเพียงพอโดยพลังงานที่ได้รับต้องไม่เกินเกณฑ์
ตัวอย่างคนที่ได้รับพลังงาน 2000 กิโลแคลรอรี
จะรับผลไม้ได้ไม่เกิน ผัก 21/2ถ้วยหรือนำผลไม้ไม่เกิน 2 ถ้วย 

ให้เลือกผักและผลไม้ทั้ง 5 กลุ่มสับไปมา 
ให้รับประทานส่วนประกอบของธัญพืช หรือเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าว อย่างน้อยวันละ 3 ส่วน 
ดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 3 ถ้วย 
กลุ่มผักและผลไม้

ผลและผลไม้เป็นแหล่งให้สารอาหารแก่ร่างกายเป็นจำนวนมากตามตารางข้างล่าง 
การรับประทานผักและผลไม้จะทำให้ร่างกายได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอ 
ผลและผลไม้แต่ละชนิดจะให้คุณค่าทางอาหารแตกต่างกันไป
ดังนั้นต้องสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละอาทิตย์ แบ่งผักออกเป็น 5 ชนิด
และปริมาณที่ควรจะรับประทานในแต่ละสัปดาห์ 

ผักใบเขียว 3ถ้วยต่อสัปดาห์ 
ผักใบเหลือง 2 ถ้วยต่อสัปดาห์ 
ถั่ว 3 ถั่วต่อสัปดาห์ 
ผักพวกให้แป้ง(ผักพวกหัว) 3 ถ้วยต่อสัปดาห์ 
ผักอื่นๆ 6 1/2 ถ้วยต่อสัปดาห์ 
ถ้าปฏิบัติได้ก็จะช่วยป้องกันโรคและรักษาชีวิตให้ห่างไกลจากโรคได้

ผลการวิจัยสารสกัดกระชายดำกับการเสริมสมรรถภาพท่านชาย

ผลิตภัณฑ์ Gold Number 9
มีส่วนผสมของสารสกัดจากกระชายดำ
ซึ่งกระชายดำนั้นได้มีผลการวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ ดังนี้
จากศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิต ภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

"การทดสอบสารกัดกระชายดำ กับสมรรถภาพทางเพศ โดยใช้หนูตัวผู้ที่เป็นโมเดลในการทดสอบ
โดยให้กินสารสกัดกระชายดำจากนั้นนำมาไว้กับหนูตัวเมียปรากฏว่าหนูตัวผู้ขึ้นขี่หนูตัวเมียมากขึ้น
จากการทดสอบนี้พบว่า การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศของหนูเพิ่มมากขึ้น มีอิทธิพลในเรื่องความต้องการทางเพศ"

"จากนั้นจึงเพิ่มระดับมาทดสอบกับผู้สูงอายุ โดยมีขั้นตอนตั้งแต่การสร้างบรรยากาศให้ผู้ทดสอบ
และการวัดขนาดอวัยวะเพศ และกรอกแบบ สอบถาม ถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี

และสารสกัดจาก  L-Arginine “ไวอะกร้าธรรมชาติ” คือ “แอล-อาจินีน(L-arginine)” ที่ช่วยขยายหลอดเลือดตามอวัยวะให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ที่สามารถช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพทางเพศของท่านชายที่หย่อนสมรรถภาพ
ทางเพศชายโดยการรักษาหลอดเลือด และมีความสามารถในการกันเลือดแข็งตัว
ที่สามารถเกาะกันเป็นก้อนแข็ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง